<p>ประวัติดิเกฮูลู นายสตาปา บีแม หัวหน้าคณะบุหงาตานี เล่าว่ามาจากหมู่บ้านกอลอบาฆะ ประเทศมาเลเซีย แถบประเทศมาเลเซียเรียกว่าดิเกบาฆะ ดิเกฮูลูสมัยก่อนเรียกดิเกบาฆะ หรือ ดิเกบลาฆอ ต่อมาเรียกดิเกฮูลู ครั้งหนึ่งสมัยประวัติศาสตร์ปัตตานี มีการจัดงานสมรสบุตรีรายอจาบังตีกอ และได้มีการจัดงานมหรสพใน โดยได้นำดิเกฮูลูจากประเทศมาเลเซียมาแสดงในงานเป็นครั้งแรก รายอจากกรือเซ๊ะได้ส่งการแสดงมะโย่งมาร่วมงาน รายอจากหมู่บ้านกือแด จากยะหริ่งได้ส่งการแสดงซีละ และมีการแสดงมโนราห์เจ๊ะโลงจากโคกโพธิ์ ต่อมารายอจาบังตีกอได้จ้างคณะดิเกบาฆะจากประเทศมาเลเซียมาสอนให้ชาวบ้านที่จาบังติกอ การแสดงดิเกบาฆะสมัยก่อนเพื่อความชนะอย่างเดียว เริ่มการแสดงตั้งแต่เวลา 5 ทุ่ม จนถึงสว่างดวงอาทิตย์ขึ้น การแสดงจะมี 2 ฝ่าย ฝ่ายโต้ และฝ่ายตอบ</p>
<p>นายสตาปา บีแม ได้เข้ามาสู่วงการแสดงดิเกฮูลู เมื่อตอนอายุ 15 ปี ตอนสมัยวัยรุ่นจะไม่มีการแข่งกันเป็นคณะๆเหมือนปัจจุบัน แต่จะแข่งกันในหมู่บ้านชุมชน แข่งกันระหว่าง 2 หมู่บ้าน เจ้าหน้าที่ของรัฐในสมัยนั้น ไม่ได้สนใจการแสดงดิเกฮูลูเลย ที่อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี สมัยนั้นคุณไสว พัฒโน เป็นนายอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ท่านเป็นผู้ก่อตั้งดิเกฮูลูคณะบุหงาตานีขึ้น เพื่อเป็นกระบอกเสียง ในการหาเสียงและประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับนโยบายต่างๆ และเชิญชวนให้ประชาชนทั่วไปให้มาเลือกตั้ง ช่วงนั้นจะมีการเลือกตั้งสมาชิกสภาจังหวัดปัตตานี (ส.จ.) เนื่องจากการแสดงดิเกูลูเป็นการแสดงศิลปะพื้นบ้านที่เขาถึงชุมชนในพื้นที่มากที่สุด เพราะการแสดงที่ขับร้องเนื้อหาเป็นภาษายาวี (ภาษาที่ใช้พูดในชีวิตประจำวันของชาวมุสลิมใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้) การแข่งขันการแสดงดิเกฮูลูใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ คณะบุหงาตานีจะได้รับชัยชนะเสมอ จะมีการแข่งขันดิเกฮูลูในงานกาชาดซึ่งเป็นงานประจำปีของอำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี ครั้งหนึ่ง อ. วาที ทรัพย์สิน พาคณะดิเกฮูลูบุหงาตานี จำนวน 20 คนไปแสดงที่จังหวัดอุดรธานี ร่วมงานฉลอง 200 ปี จังหวัดอุดรธานี ได้รับการต้อนรับและเป็นที่ชื่นชอบจากชาวจังหวัดอุดรธานีเป็นอย่างม๊าก เรียกการแสดงดิเกฮูลูว่าการแสดงชายแดนมาเลเซีย แสดง 5 คืนทั้งเวทีใหญ่ และเวทีเล็ก ชาวจังหวัดอุดรธานี ไม่ได้เข้าใจภาษายาวีที่ขับร้องโต้ตอบกลอนสด แต่ชอบที่ท่าทาง แต่ละท่าที่แสดง เช่น ท่าชักว่าว ในเพลงวาบูแล เป็นต้น ความพร้อมเพรียง ความสามัคคีในการปรบมือ และความสวยงามในท่าท่าง และชุดที่สวมใส่ในการแสดง นอกจากนี้มีอ. เวทีทรัพย์สิน เป็นผู้แปลความหมายเนื้อหาในการแสดงให้ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี นายสตาปา บีแม หัวหน้าคณะบุหงาตานี ได้ร้องเพลงกลอนโต้ตอบสดๆ เรียกว่า เพลงงาโฆ๊ะ หรือ เพลงกาโฆ๊ะ ตั้งแต่ อายุ 15 ปีแล้ว ผู้ที่เป็นหัวหน้าคณะ ต้องเก่ง และมีไหวพริบ ในเรื่องต่างๆ แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้ การแสดงมีการแสดงร้องกลอนสดโต้ตอบ มีเพลงกลอนสดงาโฆ๊ะกลาแต งาโฆะเจ๊ะกี และงาโฆ๊ะตานีง เมื่อการแสดงจบ ต้องร้องเพลงวาบูแล เป็นเพลงกล่าวอำลาผู้ชม และกล่าวอำลากับคณะอีกฝ่าย เพื่อขอโทษ ถ้าหากการแสดงมีสิ่งใดที่บกพร่องและมีความผิดพลาด ไม่ได้เจตนา ก็ต้องขออภัยผู้ชม ณ ที่นี้ด้วย เพราะเป็นการแสดงสด โอกาสหน้าถ้ายังมีชีวิตอยู่เราจะได้พบกันอีก เป็นการทิ้งท้ายของการแสดงในแต่ละครั้ง สมาชิกในคณะ ประมาณ 20 คน การแสดงในแต่ละครั้ง จะต้องมีการซ้อม โดยเฉพาะการแสดงในงานกาชาดของจังหวัดปัตตานี นายอำเภอเมืองปัตตตานีจะเรียกให้มาซ้อมที่อำเภอ จะมีผู้ใหญ่บ้าน กำนันของหมู่บ้านต่างๆ ช่วยมาดูการซ้อม และให้คะแนนล่วงหน้า ซึ่งจะต้องให้ได้ชัยชนะเท่านั้นในการแข่งขันในงานกาชาด คณะอื่นๆที่มาแข่งจากต่างอำเภอมา หากทราบว่า จะต้องประชันแข่งดิเกฮูลูกับคณะบุหงาตานีจะต้องขยาดและไม่อยากแข็งขันด้วย เพราะจะรู้ดีว่าแข่งขันแล้วจะต้องแพ้ นายสตาปาบอกว่า การแสดงดิเกฮูลู จะแพ้หรือชนะอยู่ที่การร้องเพลงโต้ตอบกลอนสด ที่เรียกว่า เพลงกาโฆ๊ะ หรือเพลงงาโฆ๊ะ ซึ่งยากม๊ากผู้ร้องจะเป็นหัวหน้าคณะ ซึ่งจะต้องอาศัยไหวพริบ ปฏิภาน ความรู้ ความสามารถ ในประวัติของเรื่องราวต่างๆทั้งในอดีตและปัจจุบัน และมีความรู้รอบตัว และประสบการณ์พอสมควร จึงจะสามารถโต้ตอบกันได้สนุกสนาน และมีเนื้อหาสาระ เป็นที่ชื่นชอบของผู้ชมผู้ฟัง ซึ่งการจะได้หาคนที่มาร้องเพลงกาโฆ๊ะได้สักคนยากมาก ต้องฝึก และต้องมีความสามารถเฉพาะตัว ตรงนี้ทำให้จะปั้นดาวร้องเพลงกาโฆ๊ะในคณะดิเกฮูลูยากมาก ค่าตอบแทนในการแสดงทั่วไปแต่ละครั้ง ประมาณ 3,000-5,000 บาท นอกจากการแสดงในงานกาชาดจะได้รับค่าตอบแทนมากขึ้น การแต่งกาย ในการแสดงงานกาชาดทางอำเภอเมืองปัตตานี จะเป็นผู้ดูแล หากเป็นการแสดงทั่วไป จะเตรียมชุดในการแสดงเอง</p>
<p>เครื่องดนตรีดิเกฮูลู ประกอบด้วย 1. รำมะนาใหญ่ (หรือ บานออีบู) 2. รำมะนาเล็ก (หรือ บานออาเน๊าะ) 3. ฆ้อง 1 วง (หรือ ฆง) 4. โหม่ง (หรือ ม่อง) 5. ฉิ่ง 6. ฉาบ 7. ลูกแซ็ค หรือ เว๊าะลอมา 8. ไม้ไผ่ ใช้เมื่อปรบมือให้จังหวะและทำให้เสียงดัง 9. ปี่ บางคณะมีหรือไม่มีก็ได้ เครื่องดนตรีแต่ละชนิดจะมีความสำคัญและมีความสัมพันธ์กันในวง จะมีเสียงความไพเราะเพียงใดขึ้นอยู่กับการฝึกซ้อมและความพร้อมเพรียงภายในคณะด้วย</p>
ประวัติความเป็นมาดิเกร์ฮูลู และเครื่องดนตรีที่ใช้บรรเลง
ปันตนอโนรา
พายุเกย์
วาบูแล